Black cloud
by pittayaท้องฟ้าน่ากลัวจริงๆ
กล้อง - Ricoh GX100 เหมือนเดิม
สถานที่ - ถ่ายจากที่ออฟฟิซ ชั้น 16 ตึกจัสมิน ปากเกร็ด
- Published:May 14th, 2008
- Comments:6 Comments
- Category:Photo
ท้องฟ้าน่ากลัวจริงๆ
กล้อง - Ricoh GX100 เหมือนเดิม
สถานที่ - ถ่ายจากที่ออฟฟิซ ชั้น 16 ตึกจัสมิน ปากเกร็ด
มีเรื่องดีๆ จากเว็บของ @mormmam อีกแล้ว เป็นเรื่องเทคนิคการทำ SEO เหมือนเดิม พอดีความรู้เรื่อง SEO ของผมค่อนข้างอ่อนด้อยพอสมควร ไม่รู้ว่าการทำ hidden text แบบนี้จะเข้าข่ายผิด guidelines ของ search engine หรือเปล่า (แต่เอ๊ะ guidelines ไม่ใช่ rules สินะ บางอย่างอาจจะทำเป็นหลงๆ ลืมๆ ไปบ้างคงได้)
จากเทคนิคที่เห็นไปนั่น คิดในเชิงคนเขียนโปรแกรมแล้ว คงจะไม่ใช่การให้คนทำเนื้อหา มาทำ SEO rewrite เนื้อหาแน่ๆ เพราะข้อความส่วน hidden text มันอยู่ตรงส่วนหัวข้อ ไม่ใช่ส่วนของเนื้อหา
เพื่อความแน่ใจ ก็เลยลองเปิดหน้าอื่น ใช้ firebug จับดูก็เห็นตามที่คิด คือหน้าอื่นๆ ที่อยู่ในหมวด photo เหมือนกัน มีการแทรกข้อความซ่อน เป็น hidden text ไว้เหมือนกันหมด ตามในรูปข้างล่าง

หมายความว่า งานนี้มาจากฝีมือโปรแกรมเมอร์แน่นอนครับ ไม่ใช่เด็กฝึกงานที่มีหน้าที่แก้ไขเนื้อหาชัวร์ๆ
แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ บางที่เค้าอาจจะให้เด็กฝึกงานมีสิทธิ์แก้ไขโปรแกรมด้วยก็ได้ ใครจะรู้ มารอดูกันต่อไปว่า hidden text อันนี้จะโดนถอดออกเมื่อไหร่ดีกว่า
มีความซวยเกิดขึ้นหลังจาก uninstall Xcode ออกไป
ทีแรกบูตเครื่องไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ ต้องกด Cmd+v ตอนกำลังบูตเพื่อดูข้อความแบบ verbose พบว่า มันโหลด kernel extension บางตัวไม่ได้ เลยจำเป็นต้องบูตเครื่องผ่านทาง installation disk ที่แถมมาตอนซื้อเครื่อง แล้วพยายาม repair permission จนสามารถกลับมาบูตเข้าระบบได้
แต่ว่าปัญหา Keys out of order นี่ยังแก้ไม่หาย repair ไม่ได้เสียด้วย
มีคนแนะนำว่าให้ format ลงใหม่
กำลังคิดอยู่ว่า ถ้าจะต้องลงใหม่ สู้อัพเกรดไปเป็น Leopard เลยจะดีไหม (ตอนนี้ใช้ Tiger อยู่)
สั่งทำเสื้อ twitter ไว้ เพิ่งไปรับมาเมื่อวันก่อนในงาน mini twittbkk หน้าตาเป็นตามในรูป
วันนี้ใส่ไปทำงาน มีเพื่อนที่ทำงานถามว่า “I took the red pill” มันมีความหมายว่ายังไง?
ต้องอธิบายก่อนว่า red pill ในที่นี้ก็คือ ยาเม็ดสีแดง จากในหนัง The Matrix ภาคแรก (คนไม่เคยดูอาจจะไม่ get) มีฉากหนึ่งที่มอร์เฟียส ยื่นยาสองเม็ด สีแดงกับสีฟ้า ให้นีโอเลือก แล้วบอกกับนีโอว่า
“This is your last chance. After this, there is no turning back. You take the blue pill - the story ends, you wake up in your bed and believe whatever you want to believe. You take the red pill - you stay in Wonderland and I show you how deep the rabbit-hole goes.”
ต่อมามันเลยกลายมาเป็นความหมายเปรียบเทียบ สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง ทำเป็นไม่สนใจความจริงที่โหดร้าย (ยาเม็ดสีฟ้า) กับยอมรับความจริงที่เจ็บปวด (ยาเม็ดสีแดง) ข้อมูลจาก wikipedia บอกว่า “Borrowing from the movie, the terms blue pill and red pill have become a popular metaphor for the choice between blissful ignorance (blue) and embracing the sometimes painful truth (red).”
ใครจำไม่ได้ว่าตอนไหน ดูได้จากในคลิป
อ่าน entry นี้ ของ @kohsija เค้าบอกว่า หวยงวดนี้ วันที่ 2 เมษายน 2550 2 พฤษภาคม 2551 รางวัลเลขท้าย 3 ตัว มีเรื่องประหลาด
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
001 /001 /133 /792
ก็คือว่ามันออก 001 สองครั้งติดกัน แต่ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว มันเคยมีประหลาดกว่านั้นคือ ถ้าลองกลับไปดูในปี 2542 (หรือ 1999) งวดวันที่ 1 ธันวาคม รางวัลเลขท้าย 3 ตัวที่ออกคือ 952 / 896 / 999 / 999
(เว็บกองสลากไม่มีข้อมูลย้อนหลังถึงขนาดนั้น ก็เลยใช้ข้อมูลจาก 25net.biz)
คิดว่างวดปี 1999 มันประหลาดกว่านะ - หรือว่ามันจะมีหวยล็อกจริงๆ ?
วันนี้เถลไถลอยู่แถวสยามจนกระทั่งสามทุ่ม นึกขึ้นมาได้ว่าใน supermarket ของสยามพารากอน ตอนใกล้ๆ จะปิด มันมักจะมีของมาลดราคาขาย พอลองไปด้อมๆ มองๆ ดูก็มีอยู่จริงๆ
ที่เห็นเป็นชุดปลาดิบ ใส่กล่อง ลดราคาเหลือ 100 เดียว มีโชยุกับวาซาบิมาให้พร้อม ซื้อกลับมากินที่ห้อง ไม่ต้องทำอะไรมากมาย กินได้ทันที

มีปลาให้ 4 ชนิด อย่างละประมาณ 5 ชิ้น ไม่มีป้ายบอกว่าปลาอะไรบ้าง รู้แค่อันเดียวว่าสีส้มๆ คือแซลมอน

แกะกล่อง ถ่ายให้เห็นแซลมอนกันชัดๆ
ปัญหาคือว่า การเดินทางออกจากสยามพารากอนกลับหอ ใช้เวลานั่งรถเมล์ประมาณครึ่ง ชม. กว่าจะมาถึงห้องปลามันก็อุ่นๆ หมดแล้ว ไม่มีความเย็นเหมือนตอนที่ซื้อออกมา ซ้ำยังแล่ออกมาได้เละๆ โชยุกับวาซาบิก็เป็นแบบสำเร็จรูป หวังอะไรกับรสชาติมากไม่ได้ ไม่รู้ว่าคิดยังไงถึงได้ซื้อมากิน (อาจเป็นเพราะหิว ไม่ได้กินมานาน และเห็นมันลดราคาอยู่)
พอกินเข้าไป ยิ่งรู้สึกเสียดายตังค์ ทีแรกกะว่าอยากกินแค่บรรเทาอาการอยาก แต่กินปลาดิบแบบนี้เข้าไปยิ่งทำให้จิตใจเรียกร้องหาของที่มันอร่อยจริงๆ
สรุปว่า “พลาด” ถ้าอยากกินปลาดิบอร่อย ทีหลังต้องยอมลงทุนกันบ้าง
ทีแรกทำท่าว่าจะเป็นข่าวที่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อเท่าที่ควร แต่ในที่สุดแล้วข่าวเรื่อง นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และเพื่อน ไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง จนถูกฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ถูกนำไปลงในสื่อต่างๆ บ้างแล้ว (แต่สื่อที่เป็นกระแสหลักคงยังเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น “เปราะบาง” ก็เลยยังไม่มีรายไหนขยับตัว)
ในขณะนี้สื่อที่รายงานเรื่องนี้ก็มีตามนี้
เรื่องคร่าวๆ มีอยู่ว่า นายโชติศักดิ์ และเพื่อน ไปดูหนังแล้วไม่ยืนขึ้นตอนเพลงสรรเสริญพระบารมี จนมีคนดูในโรงชื่อ นายนวมินทร์ ลุกขึ้นมาต่อว่าปาข้าวของใส่ สุดท้าย นายโชติศักดิ์ ก็เลยแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย และนายนวมินทร์ ได้ฟ้องกลับด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รายละเอียดอ่านได้ตามลิงก์ด้านบน
จากการเข้าไปอ่านความคิดเห็นของคนตามแหล่งข่าวต่างๆ ที่ว่ามา รวมถึงเว็บบอร์ดอีกหลายแห่ง เกิดความรู้สึกหงุดหงิดใจกับวิธีการให้เหตุผลของคนจำนวนมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมความโกรธแค้น เกลียดชังผู้อื่น ถึงได้ทำให้ความสามารถในการให้เหตุผลของคนเราลดต่ำลงได้อย่างน่าใจหาย
ยอมรับกันเสียทีเถิดว่า “คนไทย” ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันหมดทุกคน “วัฒนธรรมไทย” ไม่ได้มีแค่ความหมายเดียว “ความรัก” มันบังคับจิตใจกันไม่ได้ (และทำนองเดียวกัน “ความเศร้า” ก็เช่นกัน)
การผูกขาด “ความเป็นคนไทย” ไว้ด้วยนิยามของตัวเอง แล้วผลักไสคนที่ไม่ได้คิดเหมือนตัวเองออกไปด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่ใช่คนไทย”, “ไม่รักชาติ”, “ไปอยู่ที่อื่นเลย” ผมว่ามันไร้เหตุผลมากๆ เพราะหากเราให้เหตุผลแบบนี้แล้ว หมายความว่า เราจะไม่มีแม้กระทั่งที่ยืนให้กับคนที่เห็นต่างไปจากคนหมู่มากเลย
จากที่ได้ติดตามข่าว นายโชติศักดิ์ ก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเลย (แต่เรื่องผิดจารีตน่ะใช่) ไม่เข้าใจว่า ทำไมความเห็นที่โจมตีนายโชติศักดิ์ถึงได้มีความก้าวร้าวรุนแรงมากนัก (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สามารถแสดงความเห็นได้อย่างนิรนาม) กับแค่ว่าคนคนนึง ไม่ได้รักคนที่คนอื่นเค้ารักกัน มันเป็นความผิดขนาดนั้นเลยหรือ?
ชอบข้อความตอนนึงจากบล็อก etat de droit ขอตัดตอนมาใส่ไว้ตรงนี้
มีแต่สังคมป่าเถื่อนและไร้อารยะเท่านั้น ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ความคิด ความเชื่อ หรือรสนิยมที่แตกต่าง
ฤาสังคมแห่งนี้ แม้เพียงเสรีภาพในความรัก ก็มิอาจหยิบยื่นให้แก่กันได้
เชื่อว่าความเห็นต่อกรณีนี้ของแต่ละคนก็คงต่างกันออกไป บางคนอาจเห็นด้วยกับโชติศักดิ์ (น่าจะมีน้อย) บางคนอาจไม่เห็นด้วย (คนส่วนมาก) แต่ยังไงคดีนี้ผมว่าศาลตัดสินออกมา โชติศักดิ์ คงไม่รอดอยู่ดี เพราะลองคิดว่าถ้าศาลตัดสินว่า “ไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญ ไม่ผิด” ในโรงหนังคงมีพวกไม่ยืนเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆ
ป.ล. - จริงๆ แล้วสมัยก่อนเพลงสรรเสริญฯ เปิดตอนหนังฉายจบ คนไม่ยืนก็เยอะนะ หนีกลับบ้านหมด เค้าเลยต้องเอามาเปิดก่อนหนังฉาย จะได้บังคับยืน)
จาก blog ของ bact’ มีคลิปบางคลิปที่ไม่สามารถดูได้ในบ้านเรา เวลาเปิดเข้าไปก็จะเจอตัวหนังสือในกรอบแดงๆ ว่า “this video is not available in your country” ดูเหมือนว่าประเทศอื่นบางประเทศก็เจอเรื่องแบบนี้เข้าเหมือนกัน เป็นฟีเจอร์ที่ YouTube (Google) ทำให้หน่วยงานของแต่ละประเทศเข้ามาเลือกบล็อกได้ตามใจ
แต่เอาเถอะ วิธีการแหกกฎมันก็ยังพอมีอยู่ สมมุติว่าเราอยากจะดูวิดีโอที่ชื่อว่า
http://youtube.com/watch?v=_yyKTE8TytA
ก็เปลี่ยน URL ของมันให้เป็น
http://youtube.com/v/_yyKTE8TytA
ก็จะดูได้ ถึงแม้ว่าขนาดมันจะเบี้ยวๆ และใหญ่ขึ้นมาสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าดูไม่ได้
(จาก blog Google Operating System via Lifehacker)
ถึง Google จะมี motto ว่า “Don’t be evil” แต่สุดท้ายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว ก็ต้องทำตัว evil อยู่ดี
วันนี้ลองใช้ชื่อร้านอาหารที่ตัวเองเคยไปกินแล้วเขียนลง blog เอามาค้นเล่นๆ ใน google ดู ได้ผลน่าตกใจกว่าที่คิด
คีย์เวิร์ดที่ลองใช้ค้นหาดู พร้อมผลการค้นหา เป็นไปตามนี้
ผลการค้นหาทั้งหมด เป็นผลที่ได้จากการค้นหาด้วย google ภาษาไทย เวลาประมาณ 5 ทุ่มของวันที่ 18 เมษายน 2008 ถ้าใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้มาค้นในวันอื่น อาจได้ผลการค้นหาที่ต่างออกไป
สำหรับแฟนๆ เว็บเบราว์เซอร์ Mozilla Firefox คงได้ยินข่าวคราวกันมาแล้วบ้างว่า Firefox เวอร์ชัน 3 กำลังจะออกในช่วงกลางปีนี้ ในบ้านเราก็ตื่นตัวกับเรื่องนี้และพยายามผลักดันให้ภาษาไทยได้เป็น supported language ทำให้ผู้ใช้บ้านเราไม่ต้องมาคอยโหลดตัวตัดคำ ตั้งค่าโน่นนี่เอาเอง แค่โหลดมาลงก็ใช้ได้ทันที!
ปัญหาที่ผู้ใช้ Firefox บ้านเราเจอกันและเป็นอุปสรรคใหญ่มากคือตัวของ Firefox มันตัดคำไทยไม่ได้ ทำให้เวลาเข้าเว็บหลายๆ แห่งแล้วหน้าตามันจะดูเละๆ (แต่บางเว็บมันก็หน้าตาเละๆ ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับ Firefox สักหน่อย) ปัญหานี้ค้างมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดก็ได้รับการแก้ไขให้ตัดคำไทยได้สวยงามทั้งบน Windows, GNU/Linux และ Mac ในเวอร์ชัน 3 นี่เอง
ปัญหารองลงมาอีกคือ ค่าปริยาย (default) ของ Firefox มันออกแบบมาไม่เหมาะกับผู้ใช้บ้านเรา เปิดเว็บแล้วตัวหนังสือเล็กไปบ้าง ใหญ่ไปบ้าง ไม่รู้จะไปแก้ค่าตรงไหน ซึ่งใน Firefox 3 มีวิธีการแก้ปัญหานี้แล้ว หลังจากนี้ไปถ้าโหลดเวอร์ชันภาษาไทยมาใช้ ก็จะตั้งค่าเริ่มต้นให้แล้ว ดูได้สวยงาม
สำหรับคนที่ต้องการทดสอบ Firefox 3 Thai Localized Build (ตัดคำได้สวยงาม หน้าตา เมนู เป็นภาษาไทย) ที่ทีมงานทำขึ้นมา สามารถดาวน์โหลดได้จากหน้าโครงการ
บางคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไมต้องไปแปลหน้าตาของ Firefox ให้มันเป็นภาษาไทยด้วย ในเมื่อภาษาอังกฤษก็ใช้งานได้ดีอยู่แล้ว” แต่จริงๆ แล้วยังมีผู้ใช้ในบ้านเราอีกจำนวนมากที่ประสบปัญหาในการใช้งานโปรแกรมที่มีหน้าตาเป็นภาษาอังกฤษ (เช่น กลุ่มเด็กนักเรียนหรือคุณลุงคุณป้า) อยากให้ลองช่วยกันใช้ ช่วยกันทดสอบ แล้วแจ้งปัญหากลับมาเพื่อเราจะได้มีโปรแกรมดีๆ ไว้ใช้กัน
ติดตามความคืบหน้าของการพัฒนา Firefox 3 รุ่นภาษาไทย ได้ที่ Google Code และ Google Groups